ปีใหม่ๆ อะไรใหม่ๆ

มกราคม 2, 2012

สวัสดีปีใหม่ทุกคนเย่!

ปีนี้ก็เปลี่ยนชื่อ blog เป็น “สองพันสิบสอง long do”

คือจริงๆแม่งอยากจะตั้งว่า “ลองดู” แต่มันเป็นภาษาอังกฤษมาทุกปีไง ก็เลยต้องตามธรรมเนียมปฏิบัติซะงั้น

ที่ว่าลองดูเพราะปีนี้จะตั้งตามเป้าหมายของปีคือ จะหาทางไปทำงานกับน้อง”กู” ที่ไม่ใช่น้องกู เขียนตรงๆไม่ได้ เดี๋ยวมีใครมาเห็นมันจะไม่ดี 55

แล้วแม่งยากเหลือเกินที่จะทำสำเร็จ เราก็เลยต้อง “ลองดู”

ดังนั้นก็ตั้งใจว่าปีนี้จะตั้งใจศึกษาหาความรู้ เผื่อว่าจะทำสำเร็จได้จริงๆ

เอาเป็นว่าปีนี้ใครมีอะไรอยากจะทำ แต่กลัวว่ามันจะไม่สำเร็จ ก็ “ลองดู” หน่อยแล้วกัน ได้ลองดูแล้วถ้าได้มันก็ดี ไม่ได้มันก็เสมอตัวหละเนอะ ขอให้ทุกคนที่ได้ลองดูแล้วก็สำเร็จตามที่ใจปรารถณาแล้วกัน

ปล. เคยดูหรือฟังใครมาไม่รู้จำไม่ได้ เค้าบอกว่าเวลาจะทำอะไรแล้วกลัวว่าจะไม่สำเร็จให้คิดในใจว่า “เดี๋ยวมึงเจอกู” แล้วจะฮึกเหิมมีความมั่นใจขึ้น กูว่ามันก็แอบจริงนะ 55 คิดแล้วรู้สึกสะใจพิลึก

 


ก็กูอินดี้

พฤศจิกายน 23, 2011

ตอนแรกว่าจะมาบ่นต่อเรื่อง Bank of America แต่ว่าบ่นใน facebook จนพอใจไปแล้ว ก็เลยเอาเป็นว่าช่างมันแล้วกัน

ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดกันด้วยเรื่องของอินดี้จำพวกหนึ่ง นั่นคือ

พวกทำงานแบบอินดี้

หน้าตาของพวกทำงานแบบอินดี้

1. ตาตี่

2. ผิวเหลือง

3. ไม่ค่อยสูง

อ่าวไอสัด นี่มันกูหนิ – -” เพราะมันไม่ใช่กูดังนั้นข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด

4. พูดภาษาจีน

กูไม่ได้จะว่าคนจีนทำงานอินดี้นะ แต่พวกพุดจีนทำไมมันทำงานอินดี้กันจัง

แล้วที่ว่าทำงานอินดี้ มันทำกันยังไง ถ้าใครอยากทำงานแบบอินดี้ก็ทำตามเสต็ปนี้ได้เลย

1. พอได้รับงานมา ให้ทำงานที่ได้รับมาก่อน แต่เอาแค่พอไปวัดไปวา ทำแต่ส่วนง่ายๆ ส่วนยากๆช่างแม่ง บอกไปว่ามันยากเกิน กินเวลา ไอหอก

2. เริ่มเสาะหางานของชาวบ้านที่กูไม่ได้เกี่ยวข้องเลย แต่ค่อนข้างอยากจะเสือกอยู่

3. ดูว่าเค้าทำยังไง หาวิธีอื่นแล้วทำซะ

4. ไม่ต้องทำดีมาก ไม่ต้องให้งานเข้าใจง่ายกับผู้อื่น ไม่ต้องสนใจว่าถ้าจะแก้จะแก้ยังไง พูดง่ายๆคือไม่ต้องสนเหี้ยไรเลยให้มันได้ผลลัพธ์ก็พอแล้ว

5. ทำยังไงก็ได้ให้งานมันดูดี เช่น ไปทดลองกับตัวอย่างเล็กๆ ที่ทำให้ดูดี หรือไม่ต้องทำไรเลย แต่บอกๆไปว่ามันดีก็ยังได้

6. บอกให้คนที่ทำงานส่วนนี้อยู่เดิม ลองเอาแนวคิดนี้ไปใช้ดูนะ แล้วกูก็เลิกสนใจ เพราะว่ากูได้อินดี้แล้ว!!!

คือพวกอินดี้เนี่ย มันดีตรงที่มันก็ขยันทำงานดี และบางครั้งมันก็มีประโยชน์กับงาน แต่หลายๆครั้งมันทำให้คนที่ทำงานด้วยมันปวดหัวจี๊ด ดังนั้นกูก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าควรจะทำอย่างไรกับพวกอินดี้ดี แต่ที่แน่ๆ ถ้ามีความคิดอะไรก็ช่วยเสนอออกมาก่อนที่จะทำก็จะดีมาก จะได้คุยกันก่อน ถ้าจะทำก็จะได้ทำให้มันถูกต้อง

คำเตือน

อันนี้เป็นความหงุดหงิดจากการโดนอินดี้ แต่ไม่ได้จะด่าว่าพวกอินดี้เลวหรืออย่างไร

ต่อไปนี้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้เห็นภาพอินดี้ชัดเจนขึ้น ไอพวกคำที่ไม่รู้เรื่องก็ข้ามๆไปและกัน

อินดี้แมน: เฮ้ ไอต้นกูได้ลองใช้วิธีใหม่เว่ย แม่งทั้งเร็ว แล้วสุดจะแม่นเลย สาดดดดดดดด

ต้น: หรอๆ ไหนอะ แล้วมึงลองกับกี่หน้าแล้ววะ

อินดี้แมน: กูลองกับประมาณ 3-4 หน้าหวะ แต่แม่งเจ๋งสุดเลย!!!

ต้น: มึงลองแค่นี้แล้วกูจะรู้ได้ไงว่ามันเจ๋ง ไปลองมาเพิ่มดิ๊

อินดี้แมน: กูลองเพิ่มก็ได้อะนะ แต่มันต้องกินเวลาอีกเป็นวันหวะ แล้วกูก็มีงานส่วนของกูที่ต้องทำหวะ

แล้วมึงจะมาทำส่วนนี้หาเหี้ยอะไรหละไอสาดดดด!!!!

ต้น: อ่าหรอ งั้นกูต้องไปลองทำตามมึงดูสินะว่ามันจะดีจริงมั้ย

อินดี้แมน: ใช่แล้วหละ แล้วอีกอย่าง กูใช้ svm นะไม่ได้ใช้ decision tree

ต้น: แล้วทำไมมึงไม่ใช่แบบกูหละ???

อินดี้แมน: ก็กูจะใช้ svm เพราะกูว่ามันดี (แบบไม่มีเหตุผล O_o)

ต้น: งั้นมึงลองใช้ decision tree ดูก่อนเพราะเทอมก่อนลองแล้วพบว่ามันดีกว่าหนิ

อินดี้แมน: กูเปลี่ยนไม่ได้อะ เพราะมันจะนาน แล้วกูก็ต้องทำงานของกู

แล้วมึงจะมาทำส่วนนี้หาเหี้ยอะไรหละไอสาดดดด!!!!

ต้น: อ่าๆงั้นเดี๋ยวกูลองเปลี่ยนเอง

อินดี้แมน: อีกอย่างกูตัด feature บางอย่างออกนะ เพราะมันจะทำงานได้ดีกว่ามากๆเลย แบบฟ้ากับเหวเลยหละ

ต้น: อ่าว แล้ว machine learning ปกติมันก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรอว่า feature ไหนไร้ประโยชน์ มันก็ไม่น่าจะมีผลมากหนิ (อันนี้ใครรู้ความจริงบอกกูด้วยนะว่ามันมีผลขนาดนี้ได้จริงหรอ)

อินดี้แมน: กูไม่รู้อะ ก็กูลองแล้วเป็นงี้อะ มึงก็ไปลองเองแล้วกันนะ กูต้องทำงานของกูต่อ

แล้วมึงจะมาทำส่วนนี้หาเหี้ยอะไรหละไอสาดดดด!!!!

หลังจากนั้นกูก็ต้องไปทำตามมันแล้วก็ต้องกลับไปถามมันว่าแต่ละส่วนมันใช้ไรกันแน่ ไอส่วนที่ควรจะบอกกูก็ไม่บอก แล้วหมาที่ไหนจะไปตรัสรู้ ไอหอก ทำงานด้วยกันแต่กว่ากูจะรู้ว่ามึงเขียนไรกูแม่งต้องสืบสวนมึงเลยหรอ กว่าจะบอกแต่ละอย่างต้องคะยั้นคะยอ ตายๆๆๆๆๆ


มีปัญหา เราแก้ให้…รึเปล่า

มิถุนายน 30, 2011

วันนี้จะเป็นเวอร์ชันระบายความอัดอั้นตันใจเหลือเกิน

เรื่องมาจากว่าตอนอยู่ pittsburgh นั้นกูแทบไม่มีปัญหาอะไรให้ปวดหัวเท่าไหร่

แต่พอมา Seattle เท่านั้นแหละ ปัญหาก็โผล่เข้ามาไม่หยุด

และสิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาให้เราได้นั้นก็คืออออออออ

CUSTOMER SERVICE!!!!

วันนี้เราเลยจะมาจัดอันดับความน่ารักของ customer service กัน

อันดับ 3: PNC Bank

ปัญหาของไอธนาคารเส็งเคร็งนี้เริ่มมาจาก กูเปลี่ยนที่อยู่ และแน่นอนว่าก็ต้องเข้าไปเปลี่ยนที่อยู่บัตรด้วย

เรื่องมันก็ควรจบที่ตรงนั้น ยกเว้นแต่ว่า กูเปลี่ยนที่อยู่แล้ว พอจะซื้อของ มันเสือกยังจะให้กูใช้ที่อยู่เก่า?!?

สิ่งที่มีปัญหาสำหรับธนาคารบ้านี่อาจไม่ใช่คนที่มาคุยกับเรา แต่ปัญหาคือระบบตอบรับมัน

ระบบ: สวัสดีพี่น้อง นี่ pnc bank นะตัวเธอ มึงโทรมาแสดงว่ามีปัญหาสินะห่าน

ระบบ: มึงช่วยพูดหรือกด account id มาด้วย

นั่นไงชัดเลย กูไม่มี account id!!! แล้วกูจะได้คุยได้อย่างไร??

หลังจากสงสัยอยู่แปปนึง แสงสว่างก็ปรากฏ ระบบเริ่มพล่ามต่อว่า

ระบบ: หรือคุณจะพูดว่า I don’t have one ก็ได้นะ

เท่านั้นแหละ กูก็ยิ้มกริ่มและพูดออกไปทันทีว่า กูไม่มี

ระบบ: แล้วคุณเป็นลูกค้า PNC อยู่รึเปล่า

กู: เป็นสิ เป็นแน่นอน

เท่านั้นแหละ สิ่งที่ทำให้กูอยากจะเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้งสุดๆก็ปรากฏ

ระบบ: ถ้าคุณเป็นลูกค้า PNC คุณก็ต้องมี account id สิ!!!

ระบบ: กรุณาบอก account id มาด้วย

ไอ้ห่าาาาาาาาาาาาาาา ไม่ได้ช่วยกูเล้ยยยยยยยยยยยยย

แล้วมึงจะให้กูบอกว่าไม่มีทำไมฟระสาดดดดดดดดดดด

สุดท้ายก็ต้องพูดมั่วไปมั่วมาเรื่อยๆ จนระบบมันงง แล้วมันจะบอกว่า มันมีปัญหา แล้วจะโอนสายให้เรา

คือกูไม่เข้าใจว่า ทำไมไม่โอนให้กูแต่แรกวะห่าน

อันดับ 2: Comcast

อันนี้ความบรรลัยมาเหมือน PNC เด๊ะ

คือแม่งถามหาเบอร์โทร ที่กูไม่มี!?! ทำให้การโทรแล้วจะได้คุยกับคนลำบากมาก เพราะเราต้องเถียงไปเถียงมากับคอม

และยังต้องมั่วเบอร์โทรศัพท์ที่อยู่ในเขตที่เราอยู่ ไม่อย่างนั้นมันจะได้คุยกับคนละส่วนที่แก้ปัญหาให้เราไม่ได้!!

แต่ที่ทำให้ comcast แซง PNC ขึ้นมาได้ไม่ใช่ส่วนนี้

แต่เป็น feature สุดล้ำนามว่า live chat

เนื่องจากการโทรหา comcast เป็นเรื่องทีลำบากมาก

กูเลยใช้วิธีการ chat ผ่านคอมโดยตรงกับ operator แทน

โห แค่ฟังก็เจ๋งสุดๆ สบายกว่าไปนั่งรอสายเยอะเลย

วันนั้น คำถามที่ต้องการถามก็ง่ายแสนง่ายนั่นคือ

ศูนย์บริการมันเปิดในวัน memorial day หรือไม่?

ระบบมา พิมพ์ถามพร้อม แต่สิ่งที่ต้องอึ้งคือไอที่มันบอกว่าเป็นคนมันถามกลับมาว่า

ระบบ: บอก account id มึงมาหน่อย

ไอเหี้ยยยยยย กูยังไม่รอดอีกหรอเนี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

กูเลยถามไปอย่างมั่นใจว่า

กู: เอ่อ กูแค่อยากรู้ว่ามึงเปิดวันพรุ่งนี้มั้ย จะเอา account id ไปทำไม กูไม่มีเฟร่ย

มันก็ยืนยันว่าจะเอา แล้วยังมีการแกล้งพิมพ์ผิดด้วยนะ

คือมึงคิดว่ากูเป็นกุ้ยช่ายมาคุยกับมึงหรือ ถึงจะไม่รู้ว่ามึงไม่ใช่คน – -”

หลังจากนั้นกูก็เริ่มโมโห ประกอบกับเห็นว่ามันไม่ใช่คน ก็เลยด่ามัน

แล้วก็บอกว่า เอาคนมาคุยกับกูได้แล้ว แต่ส่ิงที่มันตอบนี่เยี่ยมมาก

ระบบ: ไม่เป็นไร เราสามารถช่วยคุณได้!!!

เหี้ยมากกกกก หุ่นยนต์แม่งมั่นใจหวะเฮ้ยยยยยยยย

กูก็เลยด่าว่า ไอห่านนน มึงช่วยได้มึงก็บอกมาสิวะว่ามึงเปิดมั้ยพรุ่งนี้สาดดดดดดด

หลังจากด่าไปอีกพักนึง สุดท้ายก็มีคนมาตอบ

เค้าก็มาขอโทษๆ แล้วก็บอกว่ามันปิด

คำตอบเดียวที่กูต้องการว่าปิดนั้น ใช้เวลาไปไม่รู้กี่นาที เยี่ยมจริงๆ live chat

อันดับ 1: Greyhound

คำเตือน: เรื่องนี้ค่อนข้างมีความซับซ้อน โปรดตั้งใจอ่าน

เรื่องมันเริ่มมาจาก กูจะซื้อตั๋วรถ แล้วทีนี้ก็ใส่ที่อยู่บัตรแล้วจ่ายตัง

แล้วมันจ่ายไม่ได้!!!! ปัญหาก็มาจากไอห่าน PNC ที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง

และด้วยไอเดียบรรเจิดของกูก็คือลองที่อยู่เก่า แล้วแม่งก็ใช้ได้

แต่ปัญหามันก็เกิดขึ้นมาแล้วคือ พอกดซื้อปั๊บ

มันก็ซื้อให้กูเสร็จโดยไม่มี review order ใดๆ

หน้าถัดไปก็รายละเอียดไม่ครบ จนต้องกดให้มันส่งเมล์มาเพิ่มให้ถึงได้รู้ว่า

shipping address มันผิด!!!! แม่งส่งไปที่อยู่เก่าที่ไม่มีคนอยู่แล้วซะงั้น

ตอนนั้นก็งงไปพักนึงว่า กูใส่ถูกหนิ แต่ทำไมมึงไปส่งที่ billing address ซะงั้นหละ???

วิธีแรกที่ใช้ในการแก้ปัญหาคือ ส่งเมล์ไปบอกมัน

เห็นได้ชัดว่าวิธีนี้ห่วยสัดๆ ผ่านไปจนถึงเวลานี้ กูยังไม่เห็นใครตอบเมล์กูมาเลย แต่อาจจะเป็นเพราะกูแก้ปัญหาแล้วก็ได้ ซึ่งจะบอกต่อไปว่าแก้อย่างไร

อย่างไรก็ตามเวลาผ่านไปอีกค่อนวัน หลังจากนั้น ก็ยังไม่มีวี่แววคำตอบจากเมล์

สิ่งที่คิดได้คือ กูต้องโทรไปคุยอีกแล้วสินะ

ระบบโทรศัพท์ของ greyhound นั้นบอกได้เลยว่า ห่วยขั้นเทพ

โทรไปแต่ละครั้งจะมีทั้ง

1. โทรไป โอนสาย สายหลุดเอง!!!

2. โทรไป บอกว่าขณะนี้คนเยอะมาก อาจจะรอเกิน 30 นาที (ทั้งๆที่โทรไปอีกรอบติดๆกันก็ได้คุยในเวลาซัก 10 นาที)

คำพูดที่บอกว่าคนเยอะนั้น ยังมีมากกว่า 1 แบบอีกต่างหาก

สรุปคือ ถ้าโทรไปมันบอกคนเยอะ อย่าสนใจ โทรใหม่จนมันจะโอนให้เรา

แต่สิ่งที่แย่กว่าระบบคือ…คนรับ

รอบแรกโทรไปถึงคนรับปั๊บ

มันบอกกูว่า โอ้ สิ่งเดียวที่คงจะทำได้คือซื้อตั๋วใหม่ซึ่งต้องซื้อภายในวันนี้ด้วย!!! แล้วจะ refund ของเก่าได้ ซึ่งตอนนั้นก็งงว่า refund ยังไง ทำไมมึงไม่ refund ให้กูก่อนเลยหละ ถ้างั้น แล้วกูค่อยไปซื้อ คือตั๋วมันก็ตั๋ว refund อยู่แล้วนะ

อย่างไรก็แล้วแต่กูก็เลยรีบไปกดซื้อ ดูที่อยู่อย่างดีถี่ถ้วน ผลออกมาว่า

ไอเหี้ย!!! ที่อยู่แม่งก็เอา billing address มาใส่เป็น shipping address เหมือนเดิมเด๊ะ!!!

เหี้ยมากกกกกกก bug ชัดดดดดดดดดดดดดดด

แล้วก็ไม่มีมุมไหนของโลกให้กู refund ทางเว็บ

แล้วที่สำคัญก็เหมือนเดิม ตอนซื้อกูก็เช็คไม่ได้ว่าที่อยู่มันผิด จนจ่ายตังไปแล้ว

จากเดิมมีตั๋วที่อยู่ผิด 1 ใบ

คุยกับ operator เสร็จ มีตั๋วที่อยู่ผิด 2 ใบ

เยี่ยม!!!!

คือไอคนแรกนี่ไม่เข้าใจว่ากูอาจจะฟังมันผิดเอง แต่ยังไงก็แล้วแต่ ทำไมต้องซื้อตั๋ววันนี้ ทั้งๆที่ตั๋วมัน refund ได้อยู่แล้ว งงกับมันชิบหาย แล้วตอนนั้นก็ 4 โมงเย็นแล้ว เวลาที่ออฟฟิสมันนี่ก็ 6 โมงเย็นแล้ว ยังไงก็ต้องรีบ สุดท้ายก็บรรลัยไป

ลงเอยก็ต้องโทรไปใหม่

ผ่านไปอีกพักนึงก็ได้คุยกับคนที่สอง

ทีนี้หละปัญหาแม่งยากและ กูต้องอธิบายเรื่องยาวเลยทีนี้

พอมันรับปุ๊บ กูก็เริ่มอธิบายปัญหาที่เกิดขึ้น

กู: บลาๆๆๆ บลาๆๆๆ …

ตู๊ดดด ตู๊ดดด ตู๊ดดด….

สายหลุด!!!!! กูต้องรอมันใหม่อีกรอบหรอเนี่ย!!!!

แต่อันนี้กูกำลังสงสัยว่า จริงๆแล้วสายไม่ได้หลุด

แต่มันอาจจะตัดสายกูมากกว่า เพราะมันรู้สึกได้เลยว่ามันเหนื่อยใจกับปัญหากู

สุดท้ายก็เลยโทรอีกรอบ

รอบนี้เจอผู้หญิงใจดี + กูรู้และว่าเราจะบอกปัญหาทีเดียวให้มันตกใจไม่ได้

เลยบอกไปก่อนว่ามีตั๋วใบนึงที่อยู่ผิด

พอเค้าแก้ใบใหม่ให้ที่อยู่ถูกแล้ว

ก็บอกใบเก่าให้เค้าไปอีกใบ

เค้าก็งงๆ แต่สุดท้ายก็จัดการได้ และก็ refund เรืยบร้อย

ต้องขอบพระคุณมากที่นอกจากพวกตอบคำถามแบบธุระไม่ใช่ ก็ยังมีคนที่พยายามช่วยอยู่

แต่ที่แน่ๆตอนนี้ บอกได้เลยว่า กูเกลียด greyhound!!!

.

.

.

จริงๆแล้วเรื่องนี้ก็ชวนให้คิดเหมือนกันเรื่องพวกซื้อของออนไลน์เนี่ย ถ้ามึงไม่มีปัญญาทำระบบที่มันไม่มีปัญหา มึงก็อย่าทำเลยดีกว่ามั้ยไอห่า อยากจะด่าอีกซักหลายๆที คิดได้ไงวะ มั่วที่อยู่กูเนี่ย


ออลออฟเดม

พฤษภาคม 28, 2011

ไม่ได้เขียนเล่าเรื่องจริงๆมานานมากแล้ว วันนี้เลยกลับมาเล่าอีกครั้ง

คำเตือน

อย่าเชื่อคำแนะนำเหี้ยใดๆใน blog นี้ กูไม่รับผิดชอบจริงๆนะจ๊ะ

เรื่องมันมีอยู่ว่า

กาลครั้งหนึ่ง ณ ร้านขายแซนวิช

กู: เอา tuna melt sandwich คับ

เจ๊พนักงาน: Do you want @$U)#*)$(*@)*$_)Q!$(#$*)#($*@)*$@#$@

กู: (เอาแล้วคับ ฟังไม่ออกไอสัด)

กู: มึงว่าไงนะสาด???

เจ๊พนักงาน: Do you want @$*)#($*#$&(@*#&)@(*#@)(*$)&#$#()$*)#

เอาแล้วคับ ฟังไม่ออก ทำยังไงดีฟระ

ณ จุดนี้เห็นที่ว่าเราจะต้องนำประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้มาหลายเดือนให้เป็นประโยชน์ซะแล้ว

ดังนั้นวันนี้กูจะขอสอนวิธีการเอาตัวรอดอย่างมีชั้นเชิงจากสถานการณ์นี้ให้

คำถามคือถ้าฝรั่งพูดเหี้ยอะไรแล้วเราฟังไม่ออกจะทำยังไง

วิธีแรก

ถามซ้ำครับ ถามแม่งไปเรื่อยๆอะ ว่ามึงพูดห่าไรกันแน่

แต่นี่คือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

กู: ว่าไงนะ

เจ๊พนักงาน: Do you want @()$#*%)*$(#$*)#($#

กู: ว่าไงนะ

เจ๊พนักงาน: Do you want @()$#*%)*$(#$*)#($#

กู: ว่าไงนะ

เจ๊พนักงาน: Do you want @()$#*%)*$(#$*)#($#

กู: ว่าไงนะ

เจ๊พนักงาน: โอ๊ย ห่าราก กูพูดภาษาไทยก็ได้ว่า กูถามว่ามึงจะเอา….

ถ้าเกิดเหตุการณ์เป็นแบบนี้ก็ดีไป พนักงานพูดไทยได้ เราก็สบาย แต่เหตุการณ์แบบนี้มักไม่ค่อยเกิดขึ้น…เอ่อ…หรือไม่เคยเลยก็ว่าได้

ดังนั้นการถามซ้ำ อาจทำให้เกิดความเบื่อหน่ายแก่พนักงาน และที่สำคัญ

จะทำให้เราเสียเชิงของคนที่อยู่มานานได้ หึหึ

ดังนั้น เราจะไม่ใช้วิธีนี้

วิธีที่สอง

วิธีนี้จัดเป็นวิธีที่เป็นที่นิยมมากนั่นคือ การตีมึนครับ

วิธีนี้ทำง่าย ฟังไม่ออกใช่มั้ย งั้นกูใช้คำตอบแบบง่ายๆ

เยส

อย่าตอบแบบมั่นใจมากเกินไป เพราะเราจะแกตัวไม่ได้กรณีที่เราควรตอบ โน ดังนั้นเราจะเปลียนเป็น

เย

แกล้งพูดให้ไม่ชัดเข้าไว้ก่อนแม่งเลย ถ้ามันทำหน้าตกใจเราก็ยังเปลี่ยนคนตอบได้ทันควัน

แต่วิธีนี้มันใช้กับร้านแซนวิชไม่ได้โว้ย!!!!

ตอบมั่วๆซั่วๆ เดี๋ยวแม่งก็ได้เหี้ยไรมั่วๆซั่วๆมาพอดี

ตอบเยสไป ถ้าแม่งเกิดถามว่า

มึงซื้อแซนวิชแล้วมึงยังอยากจะบริจาคให้สมาคมคนตาบอดซัก $100 ด้วยมั้ยคะ

กูจะทำไง กูจน กูไม่ได้อยากทำบุญ

วิธีที่สาม

อย่างที่บอกว่าเราจะนำเอาประสบการณ์ของการมาอยู่เมกาหลายเดือนแล้วให้เป็นประโยชน์

ดังนั้น กูจึงนึกย้อนไปในทันใดว่า ร้านแซนวิชแม่งถามอะไรกัน

สิ่งที่กูนึกออกอย่างมั่นใจเลยคือ

คิดในใจ…

กู: อ๋ออออออออออออออออออออ ไอเหี้ยเอ๊ย

กู: ทำไมกูไม่คิดได้แต่แรกวะ

กู: ร้านแซนวิชแม่งก็ถามทั้งนั้นแหละ ว่ามึงจะใส่พวกผักชนิดต่างๆพวกนี้ัมั้ย

และเนื่องจากปกติกูก็กินทุกอย่างอยู่แล้ว

ดังนั้นคำตอบที่ถูกของปัญหานี้จึงมีเพียงหนึ่งครับ

นั่นคือ

ออล ออฟ เดม (All of them)

เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว เราก็กลับไปตอบร้านเซนวิชได้แล้วคับ

เห็นมั้ยหละ ฟังไม่ออกแต่เราก็ยังตอบให้มันเหมือนมีความรู้ได้

.

.

.

กลับมายังร้านแซนวิช

เจ๊พนักงาน: Do you want @$U)#*)$(*@)*$_)Q!$(#$*)#($*@)*$@#$@

กู: ออล ออฟ เดม

เท่านั้นแหละครับ พนักงานแม่งงงไปเลยครับ

สุดท้ายกูก็กลับไปสู่วิธีแรกแล้วถามพนักงานใหม่ว่าตกลงมันถามว่าอะไรกันแน่ จนกูจับใจความได้ว่า

มันถามว่า

มึงจะเอาขนมปังประเภทไหน wheat, whole wheat, whole grain เหี้ยไรแม่งไม่รู้ กับถามประเภทของชีส

แล้วกูตอบไปว่า All of them เจริญพรหละกูเอ๊ย พอกันทีกับการแดกแซนวิช

กลับไปแดกอาหารจีนดีกว่า สั่งง่ายกว่ากันเยอะเลย -3-


ก้าวแรก

มีนาคม 15, 2011

แหม ไม่เขียนมันก็คงจะไม่ได้เลยจริงๆ เรื่องดีๆขนาดนี้

นานมากแล้วที่ไม่เคยรู้สึกดีใจขนาดนี้มาก่อนเลย

นั่นคือการได้ที่ฝึกงานนั่นเองชะเอิงเอย

ก็จะไม่ให้ดีใจได้ไงหละ นั่งหามาตั้งหลายเดือน สัมภาษณ์ไปอีกหลายที่

แต่ละที่ก็ตกรอบแรกซะเรียบจนมันน่าหดหู่ที่สุด

แต่สุดท้ายมันก็คงเป็นเรื่องของดวงซะเยอะที่ทำให้ได้ที่ฝึกงานในที่สุด

และที่ดีใจมากคือตอนแรกคิดว่าจะได้ที่ฝึกงานแบบ start up หรือว่าไปทำต่างประเทศ

แต่นี่เล่นได้ amazon เลย ดีใจมากๆ

คือพูดอย่างเป็นกลางกูไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นอะบางที

แล้วจะยิ่งหดหู่เมื่อเทียบกับหลายๆคนที่นี่

แต่ยังไงก็แล้วแต่ ก็จะตั้งในฝึกงานด้วยความหวังว่าท้ายที่สุดจะได้งาน

ในเมื่องานเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทำให้กูต้องมาทนเหนื่อยที่นี่แล้ว นี่ก็คงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่จะนำพากูไปสู่งาน


กูเกลียดชื่อblogกู

มีนาคม 2, 2011

ไม่น่าตั้งชื่อ blog ว่า let it be เลยจริงๆให้ตายเหอะนิโค โรบิน ลูฟี่ ซันจิ โซโล (ลากแม่งมาให้ครบเลย)

ผ่านไปสองเดือน ไม่ได้เขียน blog ไม่น่าเชื่อว่ากูจะได้เจอเรื่องราวแปลกประหลาดมากมายหลากหลายขนาดนี้

บางเรื่องแม่งอย่างกะนิยาย

บางเรื่องแม่งอย่างกะละคร

แต่ว่านิยายกับละครมันก็เรื่องแบบๆเดียวกันนี่หว่า จะพูดแยกกันทำไม มันจะได้ดูวุ่นวายไปงั้นสินะ

ชีวิตดำเนินไปอย่างเหน็ดเหนื่อย

มีเรื่องเหี้ยระดับ 1,2,3,4,5 เข้ามาไม่หยุดหย่อน

ว่าแต่เรื่องไหนมันเหี้ยระดับไหนวะเนี่ย

คิดๆดูมันก็ตลกดี ที่บางเรื่องไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะได้มาเจอกับตัวเอง

เรื่องดีๆที่เข้ามาเนี่ย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเรื่องที่ดีสุดตั้งแต่มานี่คือ ได้เงินฟรีๆ 250$ เนี่ยแหละ – -” ทำไมมันดูอนาถขนาดนี้วะเนี่ย

หลังจากบ่นจบแล้ว ก็คงพูดได้เลยว่า ทีนี้หละกูได้ let it be สมใจเลย

.

บางสิ่งไม่เคยเปลี่ยน แต่บางสิ่งเปลี่ยนและไม่เคยเหมือนเดิม

.

ตัวอย่างเช่นไอต้า

ความปัญญาอ่อนไปเคยเปลี่ยน

ส่วนผมมันเปลี่ยนเป็นสีขาวแล้วก็ไม่เคยกลับมาเป็นสีดำอีกเลย 5555555

.

บ่นเสร็จแล้วก็ด่าชาวบ้านนี่มันมีความสุขจริงๆ ล้าลาลา

 

ปล. กูก็บ่นไปงั้นอะนะ โอเคว่าชีวิตมันก็ไม่ได้สุขอะไร แต่มันก็ไม่ได้เหี้ยขนาด แอ๊ๆๆ กูจะตายแหล่วๆๆๆ เป้าหมายชีวิตยังมี คือไปเอทีพี ไม่ใช่และ 55 อันนั้นเป้าหมายชาติหน้ากู ก็ยังรู้สึกดีที่กำลังไขว่คว้ามันต่อไป

ปล.2 กำลังคิดว่าถ้าบ่นไว้เยอะๆเนี่ย วันนึงที่นั่งเล่นอย่างสุขสบายแล้วกลับมาอ่านคงจะตลกดีเนอะ


สวัสดีปีใหม่

มกราคม 1, 2011

พี่น้องชาวไทยสวัสดีปีใหม่

ชื่อ blog ใหม่ด้วย “สองพันสิบเอ็ด let it be”

เพราะปีนี้คงจะมีเรื่องชวนปวดหัวมากมายมหาศาล

ปล่อยวางอะไรได้ก็คงต้องปล่อยวางให้มากที่สุด

ไม่งั้นคงจะประสาทแดกตายเป็นแน่แท้

ขอให้ทุกคนมีความสุข สมหวัง ดี๊ด๊า ลัลล้า กันถ้วนหน้า


แขกเอ๋ย เจ้านั้นเหี้ย แต่ใดมา

ธันวาคม 8, 2010

หลายคนคงจะเคยได้ยินเรื่องนี้แล้ว เพราะกูบ่นกระจาย แต่วันนี้เราจะมาเรียบเรียงไว้ในนี้ จะได้จดจำไว้ว่าวันนึงเราเคยต้องทนกับไอแขกนี่

ความผิดพลาดมันเริ่มมาจากคาบ machine learning ที่กูเรียนอย่างสงบมาก Zzz มีไอแขกตัวหนึ่งมาขอทำโปรเจกต์คู่กับกู ด้วยความที่กูเป็นคนหน้าตาดีใสซื่อ เลยตอบตกลงไปอย่างไม่ได้คิดอะไร

งานที่ 1 Proposal

งานแรกที่ต้องส่งคือ proposal ตอนแรกก็แบ่งให้ไปคิดหัวข้อกันมา ผ่านไป 1 อาทิตย์ หัวข้อที่ไอแขกมันคิดออกมาก็คือ ทะดาด้า แม่งเอาที่มันเขียนอยู่ในเวปออกมา – -” กูก็เอิ่ม คือมึงไม่ได้คิดสินะ กูก็เลยเสนอที่กูคิดไป และตกลงทำอันนี้

หลังจากนั้นก็นัดวันประชุมกันเสร็จสรรพ แล้วพอจะถึงวันประชุมป๊าบบบบ แม่งโทรมาบอกว่า มันต้องไปสัมภาษณ์งาน – -” ขอบคุณมาก แล้ว proposal ก็จะส่งแล้ว ทำอย่างไรหละ กูก็เขียนคนเดียวสิครับ

เขียนเสร็จกูก็ส่งไปให้มัน โดยมันมีส่วนที่บอกว่าใครจะทำงานอะไรบ้าง กูก็บอกมันไปว่า ส่วนนี้อะเขียนๆไปก่อนนะ เดี๋ยวค่อยแบ่งงานกัน มันก็โอเค แต่พอส่งไปให้มันดู มันเสือกบ่นว่า เนี่ย งานของมันอะ มันมากกว่าของกูนะ ก็คุยกันแล้วไม่ใช่หรอว่าไอส่วนนี้มากกว่า กูก็เอิ่มใจดี ตอบกลับไปเลยว่า งั้นสับงานกันเลยแล้วกัน มึงไม่มีสิทธิ์บ่นแล้วสินะ

งานที่ 2 Midway Report

งานนี้ป๊าบ แบ่งงานให้ไปอ่านหาความรู้ส่วนที่ต้องทำกันมาจนถึงวันประชุม คุยกันปั๊บ

กู: อะ ตกลงงานส่วนมึงจะทำไง

เหี้ยแขก: -#)(*$)(@*#(_)#@

กู: เอ่อ มึงเข้าใจทฤษฎีผิดแต่ต้นเลยค้าบบบบบบ

แล้วกูก็เสียเวลาสอนมันไปอีกชั่วโมงนึง แล้วก็ต้องให้มันไปเขียนส่วนของมันมาอย่างด่วนเพราะส่งวันรุ่งขึ้น

กูก็กลับบ้านไปเขียนของกูรองานมันจะถึงประมาณเที่ยงคืน มันส่งมาเปิดดูปั๊บ…

เอ๊ะ! ทำไมภาษามันดูไม่ใช่มันเลยวะ

เอ่อ! ทำไมมันดูฉลาดแปลกๆ

กูก็เลยเปิด paper ดู ชัดเลยค้าบ แม่งมาทั้งดุ้นเลย – -”

กูก็เลยส่งกลับไปด่ามันให้มันเขียนมาใหม่ แล้วมันก็ส่งกลับมาตอนตี 2 แล้วก็บ่นว่าง่วงมาก

แล้วกูต้องรวมงานมึง แก้ format มึง แล้วนอนตอนตี 4 หละไอสัด!!!

งานที่ 3 Project

เนื่องจากกูเห็นท่าที่อันโคตรพ่อจะไม่น่าไว้ใจของมันแล้ว กูเลยพยายามกำหนด milestone ในการทำงานให้มัน

ส่งไปอย่างสวยงามให้มัน review ให้เรียบร้อย แม่งพอตกลงกันได้เสร็จ มันส่งมาถามกูว่า

แล้ว milestone ของมึงหละสาดดดด

โห ไอเหี้ยนี่ แม่งไม่ไว้ใจกู มันส่งมาแค่นี้ยังพอว่า มันต่อท้ายมาด้วยว่า

“กำหนด milestone ของมึงมาด้วย แล้วกูก็หวังว่ามึงจะทำงานตามตารางเวลานะ”

ดูความกวนส้นตีนของแม่ง แล้วสุดท้ายไม่ต้องสงสัยเลย แม่งกูทำตามเวลา มันทำไม่ตรงเวลา

งานที่ 4 Poster and Report

เนื่องจากกูเบื่อกับงานที่กูทำส่วนมากมาตลอด เลยบอกมันว่าจะให้มันทำ poster และ กูจะทำ paper แต่ paper ให้มันเขียนส่วนของมันมาแล้วกูจะทำส่วนอื่นๆทั้งหมด แล้วก็สรุปผลให้ เป็นอันว่าตกลงตามนี้

แล้วแม่งก็ทำ poster ออกมาอย่างกากสุดใน 3 โลก เพื่อนจีนเดินมาเจอถึงกับเอ่ยว่า

ชาวจีน: Oh! This is a very simple poster.

กูก็แบบ เอ่อ ขอโทษ แต่กูไม่ได้ทำนะ อย่างมองหน้ากูแบบนั้น (โอเคว่าอาจจะเป็นกรรมตามสนองที่กูทำ poster สีชมพูน่ารักสดใสให้ไอวิกรมกับไอบอลนำเสนอแล้วกูหนีไปค่ายโอ 555)

แล้วแบบพอจะต้องทำ report มันก็มาแล้วครับ

เช้าอันสดใสของกูตื่นมาด้วยเสียงเพรียกแห่งไอโฟน “ตึดึ๊ง”

เสียงบอกอีเมล์ทำให้กูลุกขึ้นมาเปิดอ่านว่าใครมันส่งอะไรมาได้ความว่า

“เฮ้ สวัสดีชาวไทย

กูชาวแขกมีงานเยอะมากเลย ไอ report หนะ มึงทำคนเดียวเลยแล้วกันนะ เนี่ยกูก็ทำ poster แล้วก็เจ๊าๆกันไปแล้วกัน

ขอให้สนุก

ชาวแขก”

กูอ่านแล้วแทบหงาย เหี้ยไรมึงค้าบบบบบบบบ

คือ poster ที่มันทำก็ copy มาจาก report ที่กูทำ หน้าตาดูไม่ได้เลย มีการมาขอกราฟกู สุดท้ายก็ไม่เห็นจะใส่ ขนาดผลการทดลองของกูแม่งยังใส่ผิดอันเลย!!! poster ระดับนี้นี่ กูทำเสร็จได้ใน 1 ชั่วโมงแน่ๆสาด

กูก็เลยส่งกลับไปบอกมันว่า มันควรจะเขียนงานส่วนของมันนะ เพราะถ้ามันไม่เขียนเนี่ย กูต้องไปอ่านทำความเข้าใจถึงจะเขียนได้ ซึ่งกูไม่ควรจะต้องไปเสียเวลา ณ จุดนั้น แล้วก็ยังมีส่วน related work ที่คุยกันไว้นานแล้วว่ามึงต้องเขียนเพิ่มนะ ซึ่งมึงก็โอเค แล้วสุดท้ายกูก็ประชดไปว่า “แต่ถ้ามึงต้องใช้เวลาทุกเสี้ยววินาทีในการทำงานนั้นแล้วหละก็ ส่งผลการทดลองมา เดี๋ยวกูทำเอง”

สิ่งที่มันตอบกูกลับมาก็ ชัดเจนครับ อีเมล์ไม่มีเหี้ยไรเลยนอกจาก

ผลการทดลอง

กูนี่แทบหงายอีกรอบ แต่ก็วะ ช่างแม่งสาด อยากทำไรก็ทำ กูก็คิดว่าจะยอมๆแล้ว

แต่ว่าอีกวันระหว่างที่กูกำลังลัลลาอยู่นั้นก็มีอีเมล์จากชาวแขกมาว่า

“เฮ้ ชาวไทย

report ทำถึงไหนแล้ว กูอยาก review

ชาวแขก”

กูแบบเหี้ย พ่อมึงเหอะ ไม่ทำแล้วยังมีหน้าจะมาเร่งกูไอสัด แม่งอีกตั้ง 2-3 วันก่อน deadline กลับถึงบ้านปุ๊บด่าสวนทันทีว่า มึงไม่ทำส่วนของมึงแล้วจะมาคาดหวังอะไรจากกูฟระ!!

หลังจากนั้นหละยาวเลย ด่ากันทางอีเมล์อยู่เป็น ชั่วโมง

แต่ความเหี้ยของแม่งคือ แม่งกล้ามากมาบอกกูว่า ให้กูใจเย็น รู้มั้ยว่าความใจเย็นเนี่ยเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการทำงานนะ เนี่ยอยู่ในมหาลัยก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะได้เรียนรู้เรื่องนี้ไว้

ไอเหี้ย!!! พ่อมึงตายเหอะ ทำไมกูต้องใจเย็นกับขยะสังคมอย่างงี้วะ แล้วกูก็ด่ามึงคนเดียวทางอีเมล์ กูไม่แคร์มึงอยู่แล้ว กูมีความคิดเฟร่ยไอสัด ถ้ากูอยู่กับคนอื่นๆที่จะส่งผลกับกูกูก็เก็บอารมณ์เป็นเฟร่ย!!!

กูก็เลยส่งไปด่ามันว่า กูรู้ว่าความใจเย็นสำคัญ แต่กูคิดว่าความรับผิดชอบมันสำคัญกว่านะ

เท่านั้นแหละ เลิกเถียงเรื่องความใจเย็นกับกูเลย หึหึ

สุดท้ายกูก็ทำคนเดียว แล้วก็ส่งไปให้มัน review

สิ่งที่มันทำคือไรรู้มั้ย

แม่งมาแก้ประโยคตรง introduction 1 ประโยคถ้วน แล้วแก้มาหนะไม่ได้มีเหี้ยไรเลยนะ paraphrase ไปงั้นอะ ให้เหมือนมีงานทำมั้งสัด

ไอเหี้ยแขกเอ๊ย!!!!

แล้วกูก็ส่งงานแล้วก็เลิกยุ่งกับมันตลอดกาล

คติสอนใจ: แขกทุกคนไม่ได้ชั่ว แต่ทางที่ดีอย่ามั่วไปยุ่งกับแม่งดีกว่า

วันนี้ไม่ต้องแปลงเพลง เอาเพลงไปฟังเลย แม่งได้อารมณ์ดี

เอาให้ตาย – Ebola


ขณะนี้กูกำลังจะตาย

พฤศจิกายน 5, 2010

ขณะนี้เป็นเวลาบ่ายสองครึ่ง ก่อนจะมีเรียนตอนสามโมง

ขณะนี้ขอใช้เวลา(สมมุติว่าว่าง)ให้เป็นประโยชน์โดยการมานั่งบ่นซะหน่อย 55

ขณะนี้ต้องทำโปรเจกต์ SE เขียนโปรแกรมพัฒนาระบบถามตอบคำถาม

ขณะนี้ยังไม่ได้เขียนโค้ดเลยซักบรรทัด

ขณะนี้อยู่ห่างจาก deadline 4 วัน

ขณะนี้ต้องเขียน SVM สำหรับโปรเจกต์วิชา machine learning

ขณะนี้ยังไม่รู้เลยว่าเขียนอย่างไร

ขณะนี้อยู่ห่างจาก deadline ที่ตกลงกับเพื่อนไว้ 3 วัน

ขณะนี้มีการบ้านวิชา Privacy ต้องทำงานกลุ่มกับเพื่อน

ขณะนี้ยังไม่ได้คุยไรกันเลย

ขณะนี้อยู่ห่างจาก deadline 7 วัน

ขณะนี้ต้องทำโปรเจกต์ Privacy

ขณะนี้กูยังทำไม่เป็นเลย

ขณะนี้ยังไม่มีใครเริ่มไรจริงจังเลย

ขณะนี้อยู่ห่างจาก deadline 19 วัน

ขณะนี้ต้องทำการบ้าน VLIS

ขณะนี้ยังทำไม่เป็นเพราะตอนเรียนหลับไปครึ่งนึง

ขณะนี้อยู่ห่างจาก deadline 7 วัน

ขณะนี้ยังมีการบ้านอื่นๆที่เตรียมจะออกมาเพิ่มอีก

ขณะนี้กูกำลังจะตาย

ขณะนี้ความฉิบหายกำลังจะกลายเป็นความจริง

ขณะนี้ไอกอล์ฟแม่งน่าลิง 555 สะใจ

ขณะนี้ปี๊ดกำลังนั่งจิ้มไฝ 555 (-/\-) ขอโทษค้าบ

ขณะนี้ไอบอลกำลังทำปากพะงาบๆ 555 ไม่เกี่ยวแต่ก็จะขำ

ขณะนี้ไอวิกรมกำลังทำตัวดำ 555 พยายามด่าอย่างคล้องจอง

ขณะนี้เซโกะกำลังทำตัวพอง 555 เริ่มคิดไม่ค่อยออก

ขณะนี้ไอต้ากำลังทำหน้ากระรอก 555 เขียนไปเขียนมาเริ่มเพลีย

ขณะนี้ไอพรกำลังทำหน้าเหี้ย 555 แล้วกูก็เริ่มหยามคาย

ขณะนี้กูกำลังจะตาย 555 ที่กูด่ามึงเพราะกูจะได้มาจบที่ประโยคนีได้หรอกนะ ที่จริงไม่อยากจะด่าเลย

ขณะนี้ไปทำงานต่อหละนะ ชะเอิงเอย


ในที่สุดก็มีเรื่องโชคดีเฟร่ย!!!

ตุลาคม 13, 2010

วันนี้แม่งช่างเป็นวันที่โคตรจะโชคดีสุดยอด

เรื่องมันมีอยู่ว่า

วันนี้หลังจากไปกินข้าว วรรณก็มาบอกว่า

วรรณ: วันนี้มันมี info session ของ Oracle นะ แกควรจะเข้าไปฟังนะ เค้ามีให้เอา resume ไปส่งด้วย

เรา: หืม…session อะไรอะ ขี้เกียจ พรุ่งนี้มีสอบด้วย resume ก็ไม่มี

วรรณ: เนี่ยเดี๋ยวเปิดเมล์ให้ดู

เนื้อหาในเมล์อ่านผ่านๆไม่มีอะไรสะดุดตา จนมาเจอมันเขียนว่า

“พวกดวกมึงรู้มั้ย มาฟังกูเนี่ย นั่งเฉยๆมึงก็มีโอกาสได้เงินกลับบ้านไป 250$ เป็นจำนวน 6 คน”

(แน่นอนว่ากูแปลเอง)

เห็นปั๊บตาลุกวาวทันที ไอเหี้ยยยยยยยย แจกเงินกันโต้งๆแบบนี้เลยหรอ

วันก่อนฟัง Google แจกมือถือ nexus one แบบโต้งๆไปทีและ แม่งจับฉลากเลขเก้าอี้แล้วแจกเลย ง่ายเหี้ยๆ คนได้แม่งโชคดีเหี้ยๆ

รู้ดังนั้นก็เลยบึ่งกลับบ้าน นอนงีบนึง แล้วก็กวาด resume ที่เหลืออยู่ออกมาเรียนทันที

พอถึง session ปั๊บ เค้าก็เก็บ resume ไปตั้งแต่ตอนเข้า เข้าไปนั่งรออยู่พักใหญ่ๆ คนพูดแม่งก็ไม่มาซะที

นานจนเค้าบอกว่า อะ เรามาจับฉลากหาผู้โชคดีกันเถอะ!!!

สายตาผละจากชีทที่อ่านอยู่ทันที พร้อมกับนั่งลุ้น

แม่งเอา resume กูไปเป็นฉลากอะ ไอเราก็คิดว่ามึงจะเอาไปเรียกกูสัมภาษณ์ -*-

จับไปคนแรก Kuay Meung Her (แน่นอนว่าไม่ใช่ชื่อจริง จะบอกว่าอ่านดูมึงก็รู้แล้วสินะ 55)

คนที่สอง Mai Chai Gu

คนที่สาม Ai Hear Sard แม่งมีคนมาแล้วไม่อยู่ด้วยอะ เค้าก็เรียกใหม่ คนแม่งซวยโคตรๆ

คนที่สามใหม่ Meunggo Maiyueek

คนที่สามใหม่ Kuruna Wameungpayayamarn

คนที่สี่ YOOTTHANA MAHITDHIHARN

เชดดดดดด กรูแทบจะกระโจนออกไป

ดีใจโคตรอยู่ๆก็ได้เงินมากินเล่นๆ 250$ ทีนี้กูก็จะได้กินอาหารดีๆกับเค้าซะที 555

ได้เงินปั๊บก็ด้วยความเป็นคนดี เดินออกจาก session โดยไม่ได้ฟังที่เค้าจะพูดเลยซักกะนิด เหอๆ

วันนี้สบายใจและ หลังจากนี้ก็ขอเรื่องโชคดีอีกซักเรื่องก่อนและกันนะ


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.