Prepare to Reset(Restart)

กุมภาพันธ์ 2, 2010

หลังจากที่เคยบ่นว่าอยากจะ reset ตัวเอง หรือ ไม่ก็ restart ไปเลย

ในที่สุดวันนี้โอกาสนั้นมันก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว

หลังจากกลับจากเที่ยวเชียงใหม่ เปิดอีเมล์ดูพบว่า

CMU ตอบรับเราเข้าเรียนแล้ว (เป็นโปรแกรม MSIT-VLIS)

ถามว่าดีใจมั้ยตอนแรกก็รู้สึกเฉยๆมากเลยนะ ออกแนวงงๆ (ตอนติดค่ายโอแล้วได้โควต้ามหาลัยยังดีใจกว่านี้เลย 55)

มันเป็นอะไรที่ไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะได้

จริงๆก็ไม่รู้หรอกว่ามันได้ง่ายหรือยากกันแน่ ก็แค่คิดว่าไม่น่าจะได้

เลยแทบจะไม่ได้สนใจไปแล้ว ปล่อยไปตามกรรม แล้วหางานทำ

แต่ในเมื่อตอนนี้ได้แล้ว ถามว่าจะไปมั้ยเนี่ยนะ

ตอบง่ายมากว่าไป!!!

นี่จะเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีเลยสินะที่จะเรียนแบบไม่มีทุน

แล้วก็ใช้เงินเยอะมากกกกกด้วย

แผนที่วางไว้ก็คือไปเรียนให้จบโดยไว

จากนั้นก็หางานที่นั่นทำจนเก็บเิงินได้ในระดับที่คุ้มต่อการลงทุน(จ่ายค่าเรียนมหาโหด)

ดังนั้น แม่งจะไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้

ตั้งแต่สั้นมาก ไปเรียนปีครึ่ง จบ ตกงาน กลับไทย

หรือยาวมาก ไปเรียนปีครึ่ง ทำงาน ติดลม

แต่ถ้าไม่มีอะไรติดพันจริงๆ ก็คงจะไม่กลับมาง่ายๆหรอกถ้าได้โอกาสทำงานที่นั่นทั้งที

แค่คิดว่าจะไปโดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะกลับมาใช้ชีวิตแบบที่คุ้นชินอีกครั้งมันก็รู้สึกแปลกมากแล้ว

แต่เรื่องนี้มันก็ไม่ใช่ประเด็นอะไรหรอก เพราะยังไงไปอยู่ที่นั่นก็อาจจะโคตรมีความสุขก็ได้

สิ่งสำคัญที่คิดจริงๆคือ ทำยังไงให้ไปอย่างไร้กังวลที่สุด

ไปแบบไม่รู้สึกติดค้างอะไรที่เมืองไทยแล้ว

และแล้ว เราก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่จริงๆแล้วสินะ

.

.

.

ปล. ยังมีอีกหลายที่ยังไม่ประกาศ ตอนนี้เลยยังไม่แน่ใจว่าจะไปเรียนที่ไหนกันแน่ แต่อันนี้ก็แลดูดีมากแล้วสำหรับเรา

ปล.2 ถ้าได้ทำงานที่นั่นแล้วรวยนะ กูจะ…ทำไรดีวะ??

ปล.3 ขอบคุณตี๋ที่ช่วยตื่นเต้นเผื่อกูด้วย 55

ปล.4 คิดไปคิดมาว่าจะไปเมกาแล้วตอนนี้แม่งโคตรอารมณ์ดีเลยหวะ

ปล.5 ลัลลา จะไปเมกา โย่ว!! ลัลลา จะไปเมกา เย่!!


time series comic

มกราคม 13, 2010

สืบเนื่องมากจาก ทุกคาบ time series ที่แม่งสุดจะง่วงนั้น

กูค้นพบว่ากูหลับมากเกินไป ซึ่งมันไม่ถูกต้อง

เพราะเดี๋ยวตอนกลางคืนจะนอนไม่หลับ!!!

ก็เลยเอากระดาษมาวาดเล่น

วาดไปวาดมาแม่งก็เริ่มมีนู่นนี่นั่น

ก็เลยคิดว่า เปิด blog ใหม่แล้วกัน

จึงขอนำเสนอ…

blog การ์ตูนนนนนนนนน

blog ที่จะรวบรวมการ์ตูนไว้ ไม่ต้องมาไร้สาระร่วมกับเรื่องในชีวิตประจำวันกู

toncomic.wordpress.com

วาดการ์ตูนโง่ๆมันก็แก้เซ็งดีนะ 555

ปล. กูวาดรูปห่วยมาก -*-


Happy New Year

มกราคม 1, 2010

ปีใหม่แล้ว ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆน้า

ปีนี้ขอเรื่องดีๆให้เราบ้างเหอะ

เอาตั้งแต่เรื่องแรกเลย

ขอให้โปรเจกต์เสร็จทันกำหนดทีเถอะ T_T

ว่าแล้วก็กลับไปนั่งทำงานต่อ…


มันใช่มั้ยเนี่ย?!?

ธันวาคม 21, 2009

ตอนแรกว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้ แต่มันอดไม่ได้จริงๆ

เค้าว่ากันว่าภาษาไทยนั้นมีความกำกวมอยู่สูงมาก

ตั้งแต่คำคลาสสิคที่เรียนกันตั้งแต่เด็กเช่น ตา-กลม ตาก-ลม

คำที่มีความหมายหลากหลายเช่น หนู(เรียกเด็ก), หนู(สัตว์)

แต่เรื่องนี้มันไม่คาดคิดจริงๆ

เรื่องมันมีอยู่ว่า…

วันก่อนคุยเอ็มกับปี๊ดแล้วปี๊ดก็แนะนำอีโมของเพื่อนๆให้ดู ซึ่งก็นะน่าเกลียดไปตามระเบียบ

แต่พอมาถึงอีโมของปี๊ด บทสนทนาก็เกิดขึ้นดังนี้

ปี๊ด :

ปี๊ด : เรามีอีโมแล้ว

ปี๊ด : ชุตั้งชื่อให้

ปี๊ด : น่ารักกริ๊บกริ้ว

ต้น : มันใช่มั้ยเนี่ยยยยยย

ปี๊ด : มันอะไร ลูกพีชชชชชชชชชชชช

งงสิครับพี่น้อง

ปี๊ดคิดว่าเราหมายความว่ารูปนี้อะมันคือ “มัน(ฝรั่ง)” ใช่มั้ย

ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่ได้หมายความแบบนั้น

(เฮ้ย เราไม่ได้ตาบอดนะ!!! รูปสีชมพูแป๋นขนาดนี้ จะเห็นเป็นมัน(ฝรั่ง)ได้ยังไงฟระ)

เราหมายความว่า มันใช่มั้ยที่ปี๊ดมีรูปอีโมดูดีขณะที่คนอื่นมีรูปอีโมน่าเกลียด

(แปลออกมาแล้วยาว แต่คนเค้าก็เข้าใจกันนะ)

จากนั้นจึงเกิดการเปิดศึกขึ้นทันที

เรากับปี๊ดก็ไปหาแนวร่วมในความคิดของตนเองโดยไม่ได้นัดหมาย

ซึ่งผลมันก็ออกมาอย่างเป็นเอกฉันท์คือ….

ไม่มีใครคิดแบบปี๊ดเลยยยยยย (แหงหละ!!!)

วันนี้เลยอยากจะถามไปเลยว่า…มีใครคิดแบบปี๊ดบ้างมั้ยครับ สงสารหนะอยากช่วยหาแนวร่วม ^^


ใครผิดไม่รู้(แต่กูเคือง)

ธันวาคม 19, 2009

เรื่องมันมีอยู่ว่าวันนี้ไปตีเทนนิสกับแม่มา

แล้วคอร์ตข้างๆก็เป็นคอร์ตที่เรียกได้ว่าดี๊ด๊ากิ๊กกั๊กมากๆ

คือมีการเรียนการสอน แล้วไม่ได้สอนแค่คนเดียว สอนเด็กถึงสามคน

ซึ่งจริงๆมันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเว้นแต่ว่า Federer น้อยๆทั้งสามขยันตีลูกมาคอร์ตกูจัง

กลิ้งผ่านด้านหลังกูไปบ้าง ผ่านมาติดเน็ตคอร์ตกูบ้าง ซึ่งจริงๆมันก็เข้าใจได้ แต่ที่เข้าใจไม่ได้ก็คือ

ไอพวกครูหัวโด่ที่มีตั้งกี่คนก็ไม่รู้นั่นหนะ มึงไม่สนใจจะมาเก็บลูกมึงหน่อยหรอครับ!!!

นี่มันคอร์ตสาธารณะนะเฟร่ย!!! ไม่สนใจเลยหรอว่าคนอื่นก็เล่นอยู่

สุดท้ายก็ทนๆไป ลูกมาก็เตะๆกลับไป (อย่างกะกูเป็นเด็กเก็บลูกให้เึค้าเลยทีเดียว)

จริงๆเค้าก็มีกฎนะว่าถ้าใช้ลูกเกิน 6 ลูกต้องมีเด็กเก็บบอล

(อย่าคิดว่ามีเด็กน้อยน่ารัก 3 คนจะเทียบเท่ากับการมีเด็กเก็บบอลนะ!!!)

สุดท้าย Federer น้อยก็เลิกกันไป เหมือนว่าชีวิตกูจะกลับมาสุขีอีกครั้ง

แต่เปล่า มีสอนต่อเฉยเลย!!! แล้วก็ยังใช้ลูกจำนวนมากเหมือนเดิม

ตอนแรกก็ไม่เคืองมากเพราะเห็นสอนเด็กๆหรอกนะ แต่ตอนนี้สอนใครก็ไม่รู้แต่ไม่เด็กแล้ว

ลูกแม่งก็ยังขยันไหลมามากมายไม่หยุดหย่อน

สุดท้ายแม่งทนไม่ไหว ตีไปก็อารมณ์เสียไป เจอลูกกลิ้งมาอีกก็ไม่เตะไปดีๆแล้ว สวมวิญญาณโรนัลโด้เตะแม่งกลับไปเต็มข้อซะเลย

ไม่รู้เพราะท่าเตะกูเข้าตา หรือเพราะแม่บ่นจนเค้าได้ยิน ครูคนนึงก็แอบย่องๆมาเขี่ยลูกหลังคอร์ตกูกลับไป

แต่ก็เท่านั้นมันก็กลับมาพร้อมไร้การตอบรับเช่นเดิม

ตอนนี้กูอยากรู้มากว่าที่มันทำแบบนี้เนี่ย มันคิดไรอยู่วะ!!! ระหว่าง

  • กูเป็นเพื่อนเจ้าของคอร์ต จะทำอะไรมันก็เรื่องของกู
  • ก็กูสอนอะมันก็ต้องใช้ลูกเยอะอยู่แล้วสิฟระดร๊วบๆ (แต่ตอนกูไปเรียน ขนาดเรียนที่คอร์ตของครูเอง เค้ายังไม่ใช้ลูกเยอะเท่าพวกมึงเลยนะคร้าบบบบบ)
  • เอาหน่าพวกมึงทนๆไป กูกำลังสร้าง Federer คนต่อไปอยู่
  • ลูกมันไกลหนะอ๊าง เก็บๆให้กูหน่อยแล้วกันนะตะเอง

กูหาเหตุผลตั้งนาน แต่ไม่ว่าจะอันไหนมันก็ดูไม่มีสาระซักอัน (หรือผิดที่กูไร้สาระเองวะ -*-)

พวกนั้นก็ตีกันแบบเฉยเมยมากเหมือนกับว่าการตีลูกมาคอร์ตคนอื่นมากขนาดนี้มันไม่ผิดอะไรซักหน่อย พวกมึงต้องเก็บเองอย่างงั้นแหละ

นี่แหละที่เล่นทำเอากูงงเลยว่ากูผิดรึเปล่าวะ หรือมันเป็นมารยาทเทนนิสที่ถ้าตีลูกข้ามคอร์ตไปก็ต้องส่งกลับไปให้

(แม้ว่ามันจะข้ามมาเยอะจนเอาไปเล่นจักกลิ้งหมู่ทำลายสถิติโลกได้เลยก็ตาม)

งวดหน้าไม่รู้ไปตีจะเจอแบบนี้อีกรึเปล่า แต่ทุกคนไม่ต้องห่วง

ใครก็ตามที่เจอปัญหาเดียวกันนี้ เราได้คิดทางแก้ไปแล้วคือ…

เก็บลูกทุกลูกของเรา แล้วเอาของเค้ามาเล่นซะเลย

ทีนี้ก็ไม่ต้องกังวลและว่าลูกมันจะไหลมาแค่ไหน ไม่ต้องกลัวว่ามันจะปนกับลูกของเรา และเผื่อแม่งจะรู้ตัวบ้างว่ามึงตีลูกมาให้กูมากไปแล้วสาดดดดดดดดด

เฮ้อ…ได้บ่นแล้วอารมณ์ดีจัง ลัลลัลลา


Nan Parachute

พฤศจิกายน 24, 2009


สมาธิ

พฤศจิกายน 5, 2009

เห็นชื่ออย่างนี้ไม่ใช่ว่ากูจะมาพิมพ์เรื่องธรรมะอะไร

ใครอยากฟังธรรมก็ไปเข้าวัด มันไม่มีทางมีใน blog แบบนี้หรอกเฟร่ย!!!

แต่วันนี้กูจะมาเล่าเรื่องการสอบ GRE ต่างหากหละ

เป็นเรื่องแปลกที่จริงๆแล้วกูก็เคยมีเรื่องให้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวหลายครั้ง

แต่ว่าไม่รู้ว่าทำบุญมาดีรึเปล่า ปกติมันจะไม่ค่อยตรงกับเหตุการณ์สำคัญๆ หรือไม่ก็จัดการตัวเองได้สำเร็จก่อนทุกครั้งไป

แต่คราวนี้แหละ เต็มๆครับพี่น้อง

เป็นการสอบ GRE แบบล่องลอยสุดชีวิต จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เลื่อนสอบได้ก็อยากจะเลื่อนเหลือเกิน

ไปถึงที่สอบพร้อมกับยังไม่จำ template ที่ใช้ในการเขียน writing เลย

(ในการทำข้อสอบ writing ไม่ว่าจะเป็น TOEFL และ GRE ถ้าจำ template เข้าไปด้วยจะช่วยได้จริงๆนะ อย่าคิดว่ากูเก๋าพอ คิดเองก็ได้ ไม่ต้องจำไรแบบนั้นเข้าไปหรอก เพราะเราก็เคยคิดแบบนั้น ซึ่งคะแนนก็ดี แต่จำ template เ้ข้าไปแล้วคะแนนมันดีกว่าหวะ -> แต่ถ้าเก่งจริงอยากทำยังไงก็ทำเหอะ 55)

จากนั้นก็เลยคิดได้ว่า เอาวะหยิบขึ้นมาจำซะหน่อย

แม่ง!!! ไม่มีอารมณ์จำเลย เอาวะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ทุกอย่างมันมีจุดจบ เดี๋ยวมันก็มา แล้วเราก็รับมันเท่านั้น!!!

จากนั้นก็เข้าไปรายงานตัว แต่แม่งงง ลืม passport!!!

ยังโชคดีที่มีบัตรประชาชนและบัตรนิสิต เพราะเหมือนกับว่าถ้าใช้บัตรแทนต้องมีบัตรประชาชนคู่กับบัตรอะไรอีกอย่างนึง

ระหว่างรอกูก็ต้องรวบรวมสมาธิกันอีกครั้ง

เรื่องตลกคือ ตอนยังแบเบาะเคยไปแข่งเลขแล้วแบบเห็นคนอื่นนั่งสมาธิก่อนเข้าไปสอบหวะ

ตอนนั้นไอเราก็คิดว่า เฮ้ย!!! มันต้องขนาดนั้นเลยหรอฟระ

แต่วันนี้กูกลับต้องมาทำซะเอง พุธ โท พุธ โท ด้วยความหวังสุดฤทธิ์ว่าจะช่วยได้

Buddhist Teaching ที่อุตส่าห์เรียนมาได้ใช้นะเฟร่ย!!!

(ไม่ต้องเรียนก็รู้ป่าววะแค่นี้!!!)

สุดท้ายแล้วพอเข้าห้องสอบก็พอจะมีสมาธิกับเรื่องสอบมากขึ้น

นั่งทำสอบอย่างตั้งใจ writing ก็มั่วไป

ออกมาพักได้ 10 นาที ก็ต้องมาทำสมาธิกันต่ออีกนิดแล้วเข้าไปทำต่อ

ทีนี้แหละ เจอ verbal เป็นเหี้ยเลยไงครับ

ไม่รู้แม่งจะยากไปมหาสารคามหรือไง (หรือมันผิดกูที่มัวแต่เที่ยวญี่ปุ่นจนไม่ได้ท่องศัพท์ 555)

แล้วสุดท้ายที่เป็นเลขที่ควรจะเป็นขนมสำหรับกู

ข้อสอบก็ง่ายอย่างที่คิดไว้ เว้นแต่ว่า พอมันเรื่อยๆ กูก็เริ่มล่องลอย

ทำไป เหม่อไป อุ๊ย!!! เดี๋ยวสะเพร่า คิดข้อนี้อีกซักรอบสองรอบดีกว่า

ตรวจทานทุกข้ออย่างเมามัน (GRE มันย้อนกลับมาทำข้อที่ผ่านไปแล้วไม่ได้ แล้วถ้าเกิดทำผิดข้อแรกๆจะส่งผลมาก เพราะมันจะปรับความยากไปเรื่อยๆตามที่เราทำได้)

รู้ตัวอีกที เหลืออีก 8 ข้อ 8 นาทีได้มั้ง (จาก 28 ข้อ 45 นาที แล้วข้อหลังๆจะยากขึ้น)

แล้วแม่งมาเจอข้อที่เป็นแผนภูมิ…อ่านไม่ออกเฟร่ย!!! ถามไรฟระ

มั่วเสร็จมาเจออีกข้อ เพราะรนด้วยเลยกลายเป็นว่า อ่านไม่ออกอีกเหมือนกันเฟร่ย!!!

สุดท้ายเหลือ 6 ข้อ กับอีก 3 นาที ได้ ที่นี้แหละ มั่วกันมันเลย

คิดได้ก็คิด ไม่ได้หรือดูเสียเวลาก็ข้าม เพราะถ้าตอบไม่ครบจะเดือดร้อนหนักกว่า (เค้าว่างั้นอะนะ)

ทำเสร็จแม่งเหลือเวลา 3 วินาที ตื่นเต้นกว่านี้ไม่ได้แล้ว

หนำซ้ำกูคิดว่าเสร็จแล้ว แม่งอยู่ๆมีโผล่ verbal มาอีก part

แต่ว่าที่นี้เป็น 23 ข้อ 30 นาที โดยปกติแล้วจะเป็น 30 ข้อ 30 นาที

เค้าบอกว่าแบบนี้จะเป็นลองข้อสอบเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับคะแนน

กูก็ไม่สนแล้ว มั่วแม่งทุกข้อเลย ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรแล้ว

แต่สุดท้ายคะแนนเลขก็ยังดีอยู่นะ

เลขได้ 790

แต่ verbal ได้ 310 T_T

เซ็งเหี้ยๆๆๆๆๆ เป็นการซ้ำเติมที่เลวร้ายจริงๆ

แต่คะแนนเท่านี้อะ เข้า MIT ได้นะเฟร่ย!!! เพราะมันไม่ต้องยื่น GRE 555

เฮ้อ จะดีใจทำไม เซ็งนะเนี่ย

สุดท้ายนี้ต้องมีเพลงแล้ว ชื่อเพลงตามเดิมเลยไม่เปลี่ยนแม่งแล้ว

นิดนึงพอ

(friday)

ฉันค้นคว้าหาคำตอบ เท่าไรไม่เจอ มีทำไมตั้งห้าช้อยส์วะไออัปรีีย์

ต่อให้คิดจน_วยถอก นึกคำจนเพลิน ก็ยังเหมือนว่ามีคำตอบเกินมา ทุกที

จะตัดช้อยส์เท่าไร ก็ไม่ไหว ยอมมั่วโดยดี ถูกไม่มี เซ็งชิตวี เหมือนโยนเงินลงตะแกรง

ไอคะแนน verbal แม่งต่ำเกินไปแล้วไงบรรลัย

แล้วยังหวัง ว่ามัน จะยังมียูรับกูไปเรียนทำไม

ช่วยทำใจ แบ่งที่(เรียน) ให้ฉันนิดนึงพอ


บรรลัยจักร

พฤศจิกายน 3, 2009

มะรืนนี้ (นับเวลาที่พิมพ์จริงๆก็พรุ่งนี้แล้ว) จะต้องสอบ GRE แล้ว

ไปญี่ปุ่นก็ไม่ได้อ่านเลย

ตอนนี้ก็ไม่มีอารมณ์จะอ่านเลย

กูใช้พลังงานทั้งหมดของกูหมดไปตั้งแต่เทอมที่แล้วจริงหรอเนี่ย

นี่เท่ากับว่าไปอเมริกาก็ต้องช้าไปอีกปีสินะ

เพราะไม่ใช่แค่ GRE แต่ SOP ก็ยังเขียนไม่เสร็จเช่นกัน

ทำไมกูเหลวแหลกขนาดนี้

กูลำดับความสำคัญอะไรไม่ถูกแล้วหรือไงเนี่ย

สิ่งที่กูทำไปก่อนหน้านี้มันไม่มีค่าเลยสินะ

สุดท้ายกูก็เป็นเหมือนผู้ชายทั่วๆไปคนนึง

วันนี้อาจารย์สุกรีบอกว่าคนเราสามารถ reset ชีวิตของเราได้

แค่เปลี่ยนไปอยู่ในที่ที่แปลกไปกว่าเดิม ก่อนกลับมาเผชิญความจริงอีกครั้ง

อเมริกาก็น่าจะเป็นที่ที่ดีนะ ที่กูจะได้ไป reset ตัวเอง

หรืออเมริกาจะเป็นที่ที่กูไป restart ตัวเองเลยดีวะ

กูจะอยากไปอเมริกามากก็เพราะเหตุผลนี้มากกว่าเรียนแล้วหละ

วันนี้เอารายงานความก้าวหน้าไปส่ง แต่สุดท้ายก็ต้องฝากแน่นส่ง

งานที่ทำก็ไม่ไ้ดก้าวหน้าอะไรเลย

ก็เลยทำรายงานความก้าวหน้าเป็นจำนวนเก้าหน้า

เผื่อเค้าจะคิดว่าเก้าหน้าเท่ากับก้าวหน้าบ้าง

กูเอาทุกอย่างมาปนหมดเลย

วันนึงกูคิดเรื่องพวกนี้ครั้งละกี่รอบเนี่ย

แต่กูก็ยังบ่นให้ตลกนิดนึงนะ ทันขำมั้ย

ถ้าไม่ทันแถมให้อีกมุกนึงแล้วกัน

ก็เหี้ยและ อารมณ์ดีขนาดมาคิดมุกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

อ้อ กูคิดออกและ

วันนี้กูล่องลอยเหี้ยๆ

แม่งจะเข้ารถไฟฟ้า จะเอาบัตรนิสิตเสียบเฉยเลย

พี่ยามต้องบอกกูว่า น้องๆไม่ใช่ๆ

แม่งอายชิบหาย

เฮ้อ ทำงานดีกว่านะ 555


OSAKA!!!

กันยายน 29, 2009

เนื่องจากกำลังจะไปโอซาก้าแล้ว จึงอยากจะเขียนเกี่ยวกับชีวิตที่นั่นมันทุกวันเลย ไม่มีไรทำก็ไปอ่านเล่นได้ที่

http://tonyootosaka.wordpress.com/


ยำ!!!!

มิถุนายน 26, 2009

ยำ!!!!

อะไรดีหละ

ยำยำ

ยำไข่เค็ม

ยำฉา เพื่อนโงกุน เอ้ย นั่น หยำฉา

ยำอาฮ่า มอเตอร์ไซค์ YAM AHA

ยำเยนยิงยิง (กรรมเวรจริงๆ)


จะเห็นว่ากูคงมีช่วงเวลาที่น่าเบื่อมากเลยมาทำอะไรไร้สาระขนาดนี้ได้

ดังนั้นเลยสรุปว่า

มายำเรื่องที่ผ่านมากันดีกว่า!!!!

คำเตือน: ต่อไปนี้จะเป็นการเขียนด้วยความเซ็ง ถ้ามันมั่วๆซั่วๆก็ช่วยไม่ได้

อันดับที่ 3

Moment in June

คำถามมีอยู่ว่า หากคุณอยู่ในบทสนทนาที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง จนรู้สึกเขินอาย และ อยากเปลี่ยนบทสนทนาสุดใจขาดดิ้น คุณจะทำอย่างไร

วันนี้จะขอนำเสนอวิธีการจาก ด.ช. น(ามสมมุติ)

คุณอาจจะคุ้นเคยวิธีพื้นฐานมากมายที่เค้าใช้มา เช่น

  • อยู่ๆก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านขณะจะกินข้าว
  • ส่ายหน้าแล้วก็ทำเสียงประหลาดๆ

แต่สิ่งที่ผมเพิ่งเจอมานั้นมันช่างยอดเียี่ยมจริงๆ

กู : เฮ้ย น. มึงคิดยังไงกับ — วะ

น : ก็เพื่อนกัน (แหละมั้ง)

กู : มึงชอบ — ปะเนี่ย

น : ก็ไม่ขนาดนั้น

กู : ไม่ขนาดนั้นนี่มันขนาดไหนฟระ!!!!

น : เฮ้ย เดือนนี้เดือน June รึเปล่าวะ

กู : ?????

เจอคำถามนี้ขัดเข้าไป กูหละอยากผูกคอตาย

ทำไมอยู่ๆต้องถามเดือนฟระ!!!

แล้วทำไมต้องภาษาอังกฤษฟระ!!!

สุดยอดจริงๆ

อันดับที่ 2

The janitor

ในวันธรรมดาวันนึง เราได้เดินไปเรียนวิชาบริดจ์ที่คณะวิทย์กีฬา

ไปถึงก็พบว่าอาจารย์ยังไม่มา ก็เลยนั่งรอ

รอ

รอ

รอ

อาจารย์ก็ไม่มาซักที จนผ่านไปซัก 20 นาทีได้

ก็มีคนเข้ามา เลยรีบหันควับไปดูว่าอาจารย์มาหรือไม่

แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเห็นว่าเป็นแค่ภารโรงเดินเข้ามา

ก็เลยนั่งเล่นต่อ แต่แล้ว….

อยู่ๆ ภารโรงก็หยิบไพ่ขึ้นมาแล้วสอนครับพี่น้อง!!!

ด้วยความเคารพนะครับ ใครจะว่าผมล่วงเกินก็แล้วแต่

แต่ถ้าได้เห็นกับตา ขอรับประกันว่าครึ่งนึงต้องคิดเหมือนกู!!!

สภาพของอาจารย์คือ

  • แก่ๆ ผิวคล้ำแดด
  • ผอมเห็นซี่โครง ผ่านทางคอเสื้อเชิ้ตเก่าๆ สีเทา มีผ้าขาดๆปักเป็นลาย
  • ใส่กางเกงผ้าสีหม่นๆ

แม้เค้าจะเริ่มสอนแล้ว กูก็ยังไม่สามารถเอาภาพภารโรงของเค้าออกไปได้อยู่ดี ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่อยากบอกทิวสนมากเป็นพิเศษ -> กูรู้แล้วหวะว่าเครื่องแต่งกายมันมีความสำคัญมากกว่าแค่ปกปิดร่างกาย

อันดับที่ 1

Back to the future

หลังจากจบการฝึกงานที่ดีมากๆที่ microsoft พวกเรา(กู อาร์ท การ์ตูน รุจ ฌุย) ได้ทำของที่ระลึกให้กับพี่ๆ และ คนที่ช่วยเหลือเรามาตลอด

ของที่ว่านั้นก็คือ เพ้นท์เสื้อด้วยสีเทียน!!!

สีเทียนที่ว่าเป็นสีเขียนเสื้อที่ถ้าเขียนแล้วรีดสีก็จะไม่หลุด (มันว่าอย่างนั้น)

แต่ปัญหาที่มาคู่กับการเขียนเสื้อก็คือ… เขียนแล้วเน่านั่นเอง

กูก็เลยประเิดิมก่อนเลย เขียนเสร็จออกมาดูได้ แต่ทีเด็ดคือ

เอาไปรีดแล้วเอากระดาษรอง แต่ดันเอาด้านที่มีหมึกหันเข้าหาเสื้อ

แทนที่จะได้รูป กูเลยได้ข้อมูลในกระดาษลงเสื้อซะงั้น

กระดาษนั่นก็ไม่ใช่อะไรนอกจาก detailed spec ที่กูเขียนตอนฝึกงานนั่นเอง T_T

แต่โชคดีที่เสื้อไซส์นั้นมีสำรองอยู่พอดี แต่ว่า!!!

การ์ตูนครับพี่น้อง วาดของเจ้านายเลยครับ

เสื้อก็ไม่มีสำรองแล้วด้วย แต่การ์ตูนวาดได้งามแค่ไหนลองดู

johnM

คือเรียกได้ว่าเป็นสไตล์ส่วนตัวที่ชวนให้กูสะอื้นมากๆ

ตูนก็เึครียด กูก็เึครียด แถมเป็นรูปของระดับ boss อีกต่างหาก

แต่แล้วกูก็เกิดไอเดียบรรเจิด!!!

เนื่องด้วยตูนวาดด้วยสีเขียว กูเลยบอกไปว่า

เฮ้ย!!! วาดรูปจอคอมครอบ แล้วบอกเค้าว่าเป็นรูปเค้าในคอมยุคโบราณดิ (คอมจอเขียว)

ก็เลยตามนั้นเลยครับ พร้อมกับเติมชื่อแบบสีสันเข้าไป ผลเลยออกมาดังนี้

johnM2

ใครคิดไงไม่รู้ แต่กูตอนนั้นความคิดกูคือ รอดตายแล้ว!!!

กูว่ามันก็ดูดีขึ้นจริงๆนะ 555

แถมรูปที่กูวาดให้ด้วยรูปนึง

nok

วาดรูปแข่งกับต้ากี่รอบก็ออกมาได้ดีสุดแค่นี้ T_T

สุดท้ายนี้ก็มีเพลงแถมให้

เป็นเรื่องที่กูสงสัยมากว่า

แกงจืดปกติเค้าใส่อะไรบ้าง

  • เต้าหู้?
  • สาหร่าย?
  • ผักกาด?

แต่รุจบอกว่า แกงจืด ต้องมี เก๋ากี้ และ ดอกไม้จีน (แน่ใจนะว่าไม่ได้ตุ๋นยาจีน)

เพลง แกงนี้

(ทำนอง เพลงนี้ – สิงโต the star 5)

ในชามแกงจืดที่เราซดกัน ในนั้นที่เรายกมัน คนนั้นที่ทำเป็นใคร

มันเป็นอะไรที่ฉันอยากถามให้เข้าใจ ว่ามันใส่เก๋ากี้รึเปล่า

แกงจืดที่เคยนั่งกินทุกวัน ที่ๆยิ่งซดยิ่งมัน ดอกไม้จีนอยู่ไหนเหล่า

ของเดิมมันดีกว่านัก เต้าหู้ผักกาดขาว ในแกงจืดๆที่ฉันเจอ

* ในแกงจืดของคนไทยเรานั้น ชะชาดาชา ต้องมีไรอีกไหม

** อย่าใส่เก๋ากี้ได้มั้ย แกงนี้ แกงที่มีแต่พวกเต้าหู้และสาหร่าย

มันเป็นเครื่องปรุงที่แสนไม่ไหว อยากจะขอเร่งเถียงให้เธอเปลี่ยนให้ไว้ ไม่เอาเก๋ากี้


ปล. กูไม่ได้เกลียดเก๋ากี้หรอกนะ ล้อเล่นเฉยๆ